วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์

อุปกรณ์ต่อพ่วง คือ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่นำมาต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์เพื่อทำให้เกิดประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น นำอุปกรณ์มาต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์เพื่อพิมพ์ข้อมูล เพื่อสแกนรูปภาพ เพื่อทำให้เกิดเสียงเพลง เพื่อควบคุมไฟวิ่ง เพื่อตั้งศูนย์ถ่วงล้อรถยนต์ เพื่อควบคุมเครื่องจักรกลในโรงงานต่าง ๆเป็นต้น หลักการทำงานของอุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิด จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าจะให้อุปกรณ์ต่อพ่วงชนิดนั้นทำงานใด แต่อุปกรณ์ที่นำมาต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์จะต้องต่อสายเคเบิล หรือสายนำสัญญาณเข้ากับพอร์ตด้านหลังของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะเป็นพอร์ตขนานหรือพอร์ตอนุกรมก็แล้วแต่ที่จะกำหนด และโดยทั่วไปจะต้องมีโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่นต่อพ่วงเครื่องพิมพ์เข้ากับคอมพิวเตอร์ จะต้องติดตั้งไดรเวอร์เพื่อให้คอมพิวเตอร์รู้จักกับเครื่องพิมพ์ตัวนั้นหรือนำคอมพิวเตอร์ไปควบคุมไฟวิ่งจะต้องเขียนโปรแกรมควบคุม ไฟวิ่งติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์ด้วย

 




อุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทเครื่องพิมพ์
เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์เพื่อพิมพ์ข้อมูลออกทางกระดาษพิมพ์ โดยรับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ ผ่านสายเคเบิลไปยังเครื่องพิมพ์ดังรูป



ประเภทของเครื่องพิมพ์
1. เครื่องพิมพ์ดอตเมตริก
2. เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก
3. เครื่องพิมพ์เลเซอร์
1. เครื่องพิมพ์ดอตเมตริก
            เครื่องพิมพ์ดอตเมตริก (Dot Matrix) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้หัวเข็มกระแทกลงไปบนผ้าหมึกเพื่อให้หมึกที่ จะพิมพ์ตัวอักษรไปปรากฏบนกระดาษพิมพ์ เวลาพิมพ์จะมีเสียงดังมาก ตัวเครื่องพิมพ์จะมีราคาแพงส่วนผ้าหมึกจะมีราคาถูก ปัจจุบันใช้ในงานพิมพ์เอกสารที่ต้องการสำเนาหลายชุด เช่นใบสั่งซื้อ บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินหรือใบส่งของ เป็นต้น

รูปที่ 2 : แสดงการเชื่อต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับคอมพิวเตอร์



            เมื่อต่อเชื่อมเครื่องพิมพ์เข้ากับ เครื่องคอมพิวเตอร์ได้แล้วให้ทำการติดตั้ง ไดรเวอร์ที่บริษัทให้มาพร้อมกับเครื่องพิมพ์ซึ่ง อาจจะเป็น แผ่นซีดีรอมหรือแผ่นดิสก์ โดยการใส่แผ่นซีดีรอมหรือแผ่นดิสก์เข้าไป ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมจะทำงานโดยอัตโนมัติ (Autorun) แล้วทำการติดตั้งตาม เมนูที่ปรากฏบนจอภาพ

รูปที่ 3 : แสดงไดรเวอร์ที่ติดตั้งเพื่อใหคอมพิวเตอร์รู้จักเครื่องพิมพ์



รูปที่ 4 : แสดงเครื่องพิมพ์ดอตเมตริก



            หัวพิมพ์จะประกอบด้วยเข็มโลหะเล่มเล็ก ๆ วางเรียงกันเป็นแถวจำนวน 9 เข็มหรือ 24 เข็มเข็มแต่ละเล่มจะรับสัญญาณ ควบคุมให้พุ่งผ่านผ้าหมึก (Ribon) ไปตกกระทบบนกระดาษซึ่งมีล้อยางรองรับอยู่ด้านหลังให้เรียงจุดเป็นตัวอักษรหรือภาพ โดยล้อยางจะทำหน้าที่เคลื่อนกระดาษให้เลื่อนบรรทัดในการพิมพ์ ความเร็วในการพิมพ์นับเป็นจำนวนตัวอักษรต่อวินาที เครื่องพิมพ์ที่มีความเร็วสูงสามารถเคลื่อนหัวพิมพ์ได้สองทิศทาง มีทั้งขนาดแคร่สั้นและแคร่ยาว สามารถพิมพ์ได้ทั้งสีและขาวดำ ถ้าเป็นการพิมพ์ประเภทสีจะใช้หลักการเคลื่อนผ้าหมึกสี (น้ำเงิน เขียว แดง ดำ) ผสมสีกัน

2. เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก
            เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink Jet Printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่อาศัยหลักการพ่นหมึกออกมาบนกระดาษพิมพ์โดยมีหัวพิมพ์เคลื่อน ที่บนแกนโลหะ การทำงานของหัวพิมพ์ใช้วิธีการฉีดพ่นน้ำหมึกเป็นจุดขนาดเล็ก ๆ จากกลักน้ำหมึกให้เป็นตัวอักษรหรือรูปภาพ แทนลงบนกระดาษ ความละเอียดของการพิมพ์วัดเป็นจำนวนจุดต่อตารางนิ้ว ขนาดกระดาษที่ใช้มักเป็นขนาดA4(8.27 X 11.69 นิ้ว) หรือขนาดที่เล็กกว่า ความเร็วในการพิมพ์นับเป็นจำนวนหน้าต่อนาที การพิมพ์สีจะใช้หลักการพ่นหมึก3 สีคือ น้ำเงิน แดง และเหลือง ผสมกัน

รูปที่ 5 : แสดงเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก



            ข้อดีของเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึกคือ มีความเร็วในการพิมพ์สูงกว่าแบบดอตเมตริก สามารถพิมพ์ตัวอักษรและภาพได้หลายแบบ มีคุณภาพสูง สามารถพิมพ์ได้ทั้งสีและขาวดำ แต่มีข้อเสียคือความคมชัดน้อยกว่าเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ ไม่สามารถพิมพ์กระดาษสำเนาหลายชั้นเหมือนกับเครื่องพิมพ์แบบดอตเมตริกได้ ไม่สามารถพิมพ์ลงบนกระดาษผิวมันและลื่นได้ เพราะหมึกอาจเลอะเปื้อนกระดาษหมึกของเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึกจะมีราคาแพงมาก แต่ตัวเครื่องพิมพ์จะมีราคาถูก หมึกของเครื่องพิมพ์แบบนี้จะเก็บอยู่ในตลับหมึก เมื่อหมึกหมดก็เพียงแต่เปลี่ยนตลับหมึกอันใหม่ก็ใช้งานได้ทันที นอกจากการเปลี่ยนตลับหมึกแล้วยังสามารถเติมหมึกเองก็ได้สำหรับเครื่องบางยี่ห้อ

3. เครื่องพิมพ์เลเซอร์
            เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ มีราคาแพงกว่าเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก มีคุณภาพในการพิมพ์สูงเหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการความเร็วและตัวอักษรคมชัด มีหลักการทำงานคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร โดยจะทำการแปลงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ให้เป็นรหัสแล้วใช้ลำแสงเลเซอร์ยิงเป็นรูปภาพต้นแบบลงบนแท่นพิมพ์ที่เป็นล้อยาง (Drum) แล้วทำการใช้ความร้อนดูดผงหมึกจากกลัก (Toner) เข้ามาติดกับล้อยางตามแบบพิมพ์ จากนั้นกระดาษจะถูกรีดด้วยล้อยาง ผ่านแม่พิมพ์ที่มีผงหมึกติดอยู่ทำให้เกิดเป็นตัวอักษรหรือภาพบนกระดาษ ความละเอียดของการพิมพ์วัดเป็นจำนวนจุดต่อตารางนิ้ว (Dot Per Inch : DPI) ขนาดกระดาษที่ใช้มักเป็นกระดาษขนาด A4 หรือขนาดที่เล็กกว่า ความเร็วในการพิมพ์ ความเร็วในการพิมพ์นับเป็นจำนวนหน้าต่อนาที

รูปที่ 6 : แสดงเครื่องพิมพ์เลเซอร์



            ข้อดีของเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์คือ มีความเร็วในการพิมพ์สูง พิมพ์ตัวอักษรและภาพได้หลายแบบ มีคุณภาพและความคมชัดมากกว่าเครื่องพิมพ์แบบดอตเมตริกและเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก แต่มีข้อเสียคือ ไม่สามารถพิมพ์กระดาษหลายชั้นที่ต้องการสำเนาได้ กลักผงหมึกมีราคาแพงมาก กระดาษที่ใช้ต้องมีคุณภาพดี การบำรุงรักษาค่อนข้างยุ่งยากเมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์แบบดอตเมตริก ปัจจุบันมีบางบริษัทนำเอาตลับหมึกใช้แล้วมาผลิตใช้ ใหม่อีกครั้งแล้วขายในราคาถูก ตลับหมึกประเภทนี้ควรจะระมัดระวังในการซื้อใช้ เพราะจุดนี้อาจจะเป็นเงื่อนไขให้ผู้ผลิต เครื่องพิมพ์ยกเลิกสัญญารับประกัน




อุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทเครื่องพลอตเตอร์            พลอตเตอร์ (Plotter) เป็นอุปกรณ์แสดงผลต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์เพื่อวาดภาพ กราฟ วงจรลวดลายต่าง ๆ ลงบนกระดาษขนาดใหญ่ ๆ เหมาะกับงานด้านวาดภาพกราฟิก งานด้านการออกแบบที่ต้องการคุณภาพสูง

รูปที่ 7 : แสดงเครื่องพลอตเตอร์



            หลักการทำงาน พลอตเตอร์ประกอบด้วยปากการหมึกหลายสี จำนวน 1 - 6 แท่ง เคลื่อนที่บนแกนโลหะ ควบคุมการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ ทำการวาดจุดเล็ก ๆ ให้เป็นเส้น ลวดลายหรือภาพลงบนกระดาษขนาดใหญ่ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

1. Flatbed Plotter เป็นพลอตเตอร์ประเภทที่ใส่กระดาษวางไว้อยู่กับที่ แต่ส่วนเคลื่อนที่คือปากกา ซึ่งจะเคลื่อนที่ไปมาบนแกนโลหะเพื่อวาดลงบนกระดาษอีกทีหนึ่ง

รูปที่ 8 : แสดงเครื่องพลอตเตอร์แบบ Flat bed



2. Drum Plotter เป็นเครื่องพลอตเตอร์ที่มีล้อยางด้านล่าง ทำหน้าที่เคลื่อนกระดาษ ส่วนปากกาและหมึกจะอยู่ด้านบน เคลื่อนที่ไปทางด้านซ้ายและขวาเพื่อวาดรูปหรือวงจรตามต้องการ

รูปที่ 9 : แสดงเครื่องพลอตเตอร์แบบ Drum






อุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทลำโพง            ลำโพง (Speaker) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณข้อมูลจากการ์ดเสียงที่เป็นสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณเสียง ลำโพงที่มา พร้อมกับคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะเป็นลำโพงขนาดเล็กที่มีคุณภาพไม่ดีนัก แต่เราสามารถหาซื้อลำโพง คุณภาพสูงมาเปลี่ยนได้เพื่อจะได้ฟังเพลงหรือเล่นเกมได้อรรถรสมากขึ้น

รูปที่ 10 : แสดงอุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทลำโพง






อุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทสแกนเนอร์            สแกนเนอร์ (Scanner) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านภาพ และข้อความจากกระดาษ แล้วแปลงเป็นข้อมูลเพื่อป้อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยนำสายสแกนเนอร์ต่อเข้ากับพอร์ตขนานหรือพอร์ต USBของคอมพิวเตอร์ ขึ้นอยู่กับสแกนเนอร์แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ

รูปที่ 11 : แสดงการต่อพ่วงสายสแกนเนอร์เข้ากับคอมพิวเตอร์



            สแกนเนอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มักจะเป็นสแกนเนอร์แบบแท่นเรียบ ( Flatbed Scanner) สแกนเนอร์แบบนี้ สามารถสแกนภาพบนกระดาษได้ครั้งละ 1 แผ่น โดยส่วนใหญ่สแกนเนอร์แบบนี้จะสแกนขนาดกระดาษได้กว้าง 8.5 นิ้ว ยาว 11 นิ้ว แต่สแกนเนอร์บางตัวอาจจะสแกนได้กว้างตั้งแต่8.5 นิ้วและยาวได้ถึง 14 นิ้ว เป็นสแกนเนอร์ที่มีคุณภาพและเป็นที่นิยมใช้งานกันมาก

รูปที่ 12 : แสดงสแกนเนอร์แบบแท่นเรียบ






อุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทเครื่องอ่านรหัสแท่ง            เครื่องอ่านรหัสแท่ง (BarCode Reader) เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ มีลักษณะคล้ายปากกาหรือลักษณะอื่น ๆ ทำหน้าที่อ่านรหัสข้อมูลที่ติดไว้บนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไปมักนิยมใช้บริการขายสินค้า ณ จุดซื้อขาย (Point Of Sales Terminals) ของธุรกิจค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า หรือการบริการยืมคืนหนังสือในห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ต้องการ ความรวดเร็วในการกรอกรายละเอียดข้อมูลที่เป็นข้อความและตัวเลข

รูปที่ 13 : แสดงการเครื่องอ่านรหัสแท่งที่ใช้ในธุรกิจค้าปลีก



            BarCodes Reader ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการกรอกข้อมูลทางแป้นพิมพ์ที่มีรายละเอียดของตัวอักษรและตัวเลขจำนวนมาก หลักการทำงานจะใช้วิธีการยิงแสงเลเซอร์เพื่ออ่านแถบรหัสแท่งสีดำที่พิมพ์เรียงกันไว้ มีขนาด หนาบางแตกต่างกัน ติดอยู่บนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แล้วนำรหัสข้อมูลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับรายละเอียดข้อมูล ที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล (Database) แล้วนำข้อมูลไปแปลงเป็นรายละเอียดต่าง ๆ ที่จัดเก็บไว้ใน เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปประมวลผลต่อไป โดยที่การทำงานของBarCode Reader นั้นจะต้อง มีโปรแกรมควบคุมการทำงานด้วย

รูปที่ 14 : แสดงรหัสแท่งสีดำที่พิมพ์เรียงกันไว้



รูปที่ 15 : แสดงเครื่องอ่านรหัสแท่งแบบต่าง ๆ






อุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทสแกนเนอร์            จอยสติก (Joystick) คืออุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นคันโยก มีปุ่มบังคับที่ด้ามคันโยก เพื่อควบคุมตำแหน่งบนจอภาพได้ทุกตำแหน่งและทุกทิศทาง มักใช้ควบคุมโปรแกรมประเภทเกม ที่เป็นภาพเคลื่อนไหว วิดีโอเกม หรือโปรแกรมประเภทการออกแบบทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมและใช้งาน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ง่ายและสะดวก เวลาใช้งานให้นำจอยสติกต่อพ่วงกับพอร์ตจอยสติกที่อยู่ในซึ่งอยู่ในส่วน ของการ์ดเสียงด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์

รูปที่ 16 : แสดงอุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทจอยสติก






อุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทสแกนเนอร์            กล้องดิจิตอล (Digital Camera) เป็นกล้องถ่ายภาพโดยไม่ใช้ฟิล์ม แต่จะเก็บข้อมูลเป็นไฟล์คอมพิวเตอร์แทนซึ่ง เราสามารถนำไฟล์ภาพมาประยุกต์ใช้ในงานต่าง ๆ ได้ การใช้งานจะต่อสายเคเบิลระหว่างกล้องดิจิตอลกับพอร์ตของ เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการสำเนาหรือโอนย้ายไฟล์ไปยังตัวเครื่องคอมพิวเตอร์

รูปที่ 17: แสดงอุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทกล้องดิจิตอล



            กล้องดิจิตอล โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีหน่วยความจำภายในตัวกล้องดิจิตอลเอง ซึ่งหน่วยความจำนี้สามารถเก็บภาพได้อย่างน้อย 20 ภาพ เมื่อถ่ายภาพจนเต็มหน่วยความจำก็ให้ย้ายไฟล์รูปภาพไป ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วค่อยนำกล้องไปถ่ายภาพใหม่ได้อีกครั้ง

รูปที่ 18 : แสดงกล้องดิจิตอลประเภทที่มีหน่วยความจำภายในตัว

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข้อสอบ 40 ข้อ วิชาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ข้อสอบวิชาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์


ตอนที่ 2 จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียวแล้วทำเครื่องหมาย X ลงในกระดาษคำตอบ

1. เครือข่ายระดับต่อไปนี้ สามารถติดต่อส่งข้อมูลระหว่างเครื่องได้ไกลที่สุด
ก. เครือข่าย MAN
ข. เครือข่าย WAN
ค. เครือข่าย LAN
ง. ทุก ๆ เครือข่ายสามารถส่งข้อมูลได้ไกลเหมือน ๆ กัน ซึ่งอยู่ที่สายสัญญาณ

2. ข้อใดกล่าวถึงการทำงานแบบ Multiuser
ก. สามารถเปิดใช้คอมพิวเตอร์ได้ทีละหลาย ๆ เครื่อง
ข. สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทีละหลาย ๆ หลาย ๆ โปรแกรม
ค. สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ทีละหลาย ๆ งาน
ง. สามารถใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันพร้อม ๆ กัน และใช้โปรแกรมได้ทีละหลาย ๆ โปรแกรม

3. ข้อใดเป็นความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Multiprocessing
ก. สามารถเปิดใช้คอมพิวเตอร์ได้ทีละหลาย ๆ เครื่อง
ข. สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทีละหลาย ๆ หลาย ๆ โปรแกรม
ค. สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ทีละหลาย ๆ งาน
ง. สามารถใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันพร้อม ๆ กัน และใช้โปรแกรมได้ทีละหลาย ๆ โปรแกรม

4. เครือข่ายระดับใดมักใช้สัญญาณดาวเทียมช่วยในการสื่อสาร
ก. เครือข่าย MAN
ข. เครือข่าย WAN
ค. เครือข่าย LAN
ง. ถูกทุกข้อ

5. ระบบเครื่อข่ายประเภทใดในปัจจุบันเป็นที่นิยมมากที่สุด
ก. เครือข่าย MAN
ข. เครือข่าย WAN
ค. เครือข่าย LAN
ง. เครือข่าย SAN

6. จากคำตอบข้อที่ 5 ข้อจำกัดของเครือข่ายประเภทนี้คือข้อใด
ก. ความเร็วต่ำ
ข. เชื่อมต่อในพื้นที่ที่จำกัด
ค. เชื่อมต่อในระยะทางที่จำกัด
ง. เชื่อมต่อเครือข่ายค่อนข้างซับซ้อน

7. เครือข่ายประเภทใดไม่มีมาตรฐานกำหนดให้ชัดเจน
ก. MAN
ข. WAN
ค. LAN
ง. SAN

8. ข้อใดกล่าวผิด
ก.เครือข่ายไร้สายมีความเร็วที่ต่ำกว่าเครือข่ายท้องถิ่น
ข. เครือข่ายท้องถิ่นมีขนาดเล็กกว่าเครือข่าย MAN
ค. เครือข่าย WAN เป็นเครือข่ายที่สามารถเลือกหนทางการส่งข้อมูลได้หลายวิธี
ง. เครือข่ายแบบไร้สายเป็นเครือข่ายที่มีข้อผิดพลาดในการส่งข้อมูลน้อย

9. ข้อใดหมายถึง โปรโตคอล
ก. รูปแบบการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย
ข. มาตรฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ค. ภาษากลางที่ใช้สื่อสารเพื่อติดต่อกันในเครือข่าย
ง. คุณสมบัติหนึ่งของมาตรฐาน IEEE 802

10. ISO โมเดล คือข้อใด
ก. องค์การระหว่างประเทศเพื่อกำหนดรูปแบบการติดต่อเครือข่าย
ข. มาตรฐานการสื่อสารคอมพิวเตอร์ระบบเปิด
ค. วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายวิธีหนึ่ง
ง. สมาคมเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเครือข่าย

11. ข้อใดกล่าวถึง IEEE ได้ถูกต้องที่สุด
ก. เป็นสถาบันกำหนดมาตรฐานของโปรโตคอล ที่ใช้เชื่อต่อ LAN
ข. วิธีการเชื่อต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ค. สมาคมเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ง. องค์การระหว่างประเทศเพื่อกำหนดระดับของเครือข่าย

12. สิ่งใดในเครือข่ายที่ผู้ใช้ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้
ก. File Sever
ข. Network Interface Card
ค. Printer
ง. Application

13. Wirless LAN หมายถึงข้อใด
ก. เครือข่าย LAN ที่ใช้สาย UTP ในการเชื่อมต่อ
ข. เครือข่าย LAN ที่ใช้สาย Coxcial ในการเชื่อมต่อ
ค. เครือข่าย LAN ที่ใช้สาย Fiber Optic ในการเชื่อมต่อ
ง. เครือข่ายที่ไม่ใช้สายในการเชื่อมต่อแต่ใช้คลื่นวิทยุแทน

14. ข้อใดกล่าวถึงประโยชน์ของเครือข่าย LAN ไม่ถูกต้อง
ก. การใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลร่วมกัน หมายถึง การเก็บข้อมูลที่ File Sever
ข. การใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงร่วมกัน หมายถึง การใช้อุปกรณ์ทุก ๆ อุปกรณ์ที่ต่อเชื่อมในระบบ
ค. การใช้งานในลักษณะผู้ใช้หลาย ๆ คน ผู้ใช้ทุกคนใช้โปรแกรมหรือข้อมูลทุกอย่างจากทุก ๆ แหล่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
ง. การใช้โปรแกรมร่วมกัน หมายถึง ตัวโปรแกรมเป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับ LAN ได้โดยติดตั้งที่เครื่อง Sever เพียงแหล่งเดียว และ Sever จะคอยบริการซอฟต์แวร์ให้กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย

15. สิ่งใดต่อไปนี้มีความจำเป็นต้องใช้ในการเชื่อต่อเครือข่ายแบบ BUS น้อยที่สุด
ก. LAN Card
ข. Network Operating System
ค. HUB
ง. Topology

16. อุปกรณ์ในข้อใดทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากสัญญาณอนาล๊อคเป็นสัญญาณดิจิตอลหรือจากสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล๊อค
ก. User Card
ข. LAN Card
ค. Network Interface Card
ง. ข้อ ข. และ ค. ถูก

17. สายสัญญาณใดมีความสามารถในการส่งสัญญาณเร็วที่สุด
ก. Coaxial Cable
ข. Shielded Twisted Pair Cable
ค. Unshielded Twisted Pair Cable
ง. Fiber Optic Cable

18. สายโคแอ๊กเชียลมีโครงสร้างที่เหมือนกับสายใดในบ้านเรา
ก.สายโทรศัพท์
ข. สายอากาศทีวี
ค. สายไฟ
ง. สายลวดทองแดง

19. สายคู่บิดเกลียวมีโครงสร้างที่เหมือนกับสายใดในบ้านเรา
ก.สายโทรศัพท์
ข. สายอากาศทีวี
ค. สายไฟ
ง. สายลวดทองแดง

20. ข้อดีของสายคู่บิดเกลียวคือ
ก. ราคาแพง
ข. เป็นสายที่เปราะและหักในได้ง่าย
ค. เกิดสัญญาณรบกวนได้ง่าย
ง. ถูกทั้งข้อ ข. และ ค

21. สายสัญญาณประเภทใดที่มีราคาแพงที่สุด
ก. สายโคแอ๊กเชียล
ข. สายไฟเบอร์ออฟติก
ค. สายยูทีพี
ง. สายเอสทีพี

22 ข้อใดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมเครือข่ายสองระบบเข้าด้วยกัน
ก. HUB
ข. Connecter
ค. Router
ง. Conectrator

23. Terminator มีหน้าที่อย่างไร
ก. เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อหัวเข้ากับสาย
ข. อุปกรณ์ที่ใช้ปิดสัญญาณหัวท้ายเครือข่ายเพื่อป้องกันสัญญาณรั่ว
ค. แผงวงจรที่เสียบกับเครื่องเพื่อเชื่อมสายต่อเป็นเครือข่าย
ง. อุปกรณ์ศูนย์กลางของสายส่งสัญญาณรับทาวงเดียวออกหลายทาง หรือรับหลายทางออกทางเดียว

24. HUB หมายถึงข้อใด
ก. เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อหัวเข้ากับสาย
ข. อุปกรณ์ที่ใช้ปิดสัญญาณหัวท้ายเครือข่ายเพื่อป้องกันสัญญาณรั่ว
ค. แผงวงจรที่เสียบกับเครื่องเพื่อเชื่อมสายต่อเป็นเครือข่าย
ง. อุปกรณ์ศูนย์กลางของสายส่งสัญญาณรับทาวงเดียวออกหลายทาง หรือรับหลายทางออกทางเดียว

25. ข้อใดเป็นลักษณะของสาย UTP
ก. เหมือนสายสัญญาณโทรศัพท์มีทองแดงอยู่ตรงแนวกลางหุ้มด้วยฉนวนและสายดิน
ข. เหมือนสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 4 เส้น และหุ้มด้วยฉนวนภายนอก
ค. คล้ายสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 8 เส้น
ง. คล้ายสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 8 เส้น ด้านนอกมีฉนวนหุ้ม

26. ข้อใดกล่าวถึง Topology ได้ถูกต้อง
ก. เหมือนสายสัญญาณโทรศัพท์มีทองแดงอยู่ตรงแนวกลางหุ้มด้วยฉนวนและสายดิน
ข. เหมือนสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 4 เส้น และหุ้มด้วยฉนวนภายนอก
ค. คล้ายสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 8 เส้น
ง. คล้ายสายโทรศัพท์ตามบ้านภายในประกอบด้วยสายทองแดง 8 เส้น ด้านนอกมีฉนวนหุ้ม

27. หากระบบเครือข่ายที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดที่ทำให้ระบบนั้นสามารถเชื่อมโยงกันได้
ก. Router
ข. Geteway
ค. Repeater
ง. Bridge

จงใช้คำตอบต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 28- 30
ก. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station จะใช้สายในการเดินทางข้อมูลร่วมกัน
ข. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station มาเชื่อมต่อรวมกันกับอุปกรณ์ตัวกลาง
ค. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station มาเชื่อมกัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายวงกลม
ง. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station มารวมกัน โดยใช้รูปแบบวิธีการของข้อ ก ข ค มาต่อแบบผวมผสาน

28. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบ Ringค. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station มาเชื่อมกัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายวงกลม
29. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบ Busก. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station จะใช้สายในการเดินทางข้อมูลร่วมกัน
30. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบ Star
ข. การเชื่อมต่อที่ทุก ๆ work Station มาเชื่อมต่อรวมกันกับอุปกรณ์ตัวกลาง

31. Topology แบบใดที่ต้องมีสายสัญญาณเท่ากับหรือมากกว่าจำนวนเครื่องที่ใช้งานในเครือข่าย
ก. BUS
ข. STAR
ค. RING
ง. Ethernet

32. จากข้อ 31 Topology นี้มีข้อดีทางด้านใด
ก. เป็น Topology ที่ง่ายต่อการติดตั้งสามารถเชื่อต่อเข้ากับสายแกนหลักได้ทันที
ข. หากสายสัญญาณหลุดหรือเสียหายก็ไม่มีผลกระทบต่อระบบ
ค. ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย
ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข

คำตอบต่อไปนี้ใช้ตอบคำถามข้อ 33 - 38
ก. BUS
ข. STAR
ค. RING
ง. Ethernet
33. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบใดที่มีการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ Loop
ง. Ethernet
34. การเชื่อมต่อเครือข่ายรูปแบบใดที่เปรียบเหมือนถนนข้อมูล Highway
ข. STAR
35. การเชื่อมต่อเครือข่ายรูปแบบใดที่ต้องมีอุปกรณ์จุดศูนย์กลางที่เรียกว่า HUB เป็นตัวช่วยข. STAR
36. ต้องใช้สายจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับการเชื่อมต่อชนิดอื่น? คำกล่าวนี้เป็นข้อจำกัดของการเชื่อมต่อรูปแบบใด
ข. STAR
37. หากมีเส้นใดเส้นหนึ่งหลุดไปหรือเสียจะทำให้ระบบนี้หยุดการทำงานทันที? เป็นข้อเสียของการเชื่อมต่อรูปแบบใดค. RING
38. รูปแบบการเชื่อมต่อแบบใดหากมีจุดผิดพลาดหรือทำงานขัดข้องจะหาง่ายและไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานทั้งระบบ
ข. STAR

39.Repeater รีพีเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ไว้ทำอะไร
ก. ช่วยให้ระบบต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้
ข. ช่วยให้ระบบที่มีโปรโตคอลต่างกัน สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกัน
ค. ช่วยให้ระบบสามารถช่วยยืดระยะทางไปได้ไกลกว่าเดิม
ง. เป็นอุปกรณ์ที่ดักสัญญาณรบกวนภายในเครือข่าย

40. ข้อใดให้ความหมายของโปรแกรมไดร์เวอร์ได้ดีที่สุด
ก. คือชุดโปรแกรมที่ผู้ชื้อต้องเขียนขึ้นมาเพื่อจัดการกับอุปกรณ์
ข. คือชุดโปรแกรมที่บริษัทผู้ผลิต ๆ ขึ้นมา ซึ่งผู้ชื้อจะได้มาพร้อมกับการซื้ออุปกรณ์นั้น และนำอุปกรณ์นั้นติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์ พร้อมกับชุดโปรแกรมที่แนบมา เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์นั้นได้
ค. คือชุดโปรแกรมที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะอุปกรณ์ด้านเครือข่าย เพื่อให้การทำงานบนเครือข่ายมีประสิทธิภาพสูงสุด
ง. คือฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่เป็นลักษณะ Plug & Play สามารถเสียบแล้วใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องทำการติดตั้งโปรแกรมชุดใด ๆ

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สอบ วัน ที่ 28 มิ.ย.

ข้อที่ 1 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องที่สุด

ตอบ ข้อที่ 2 เดสก์ท็อปเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด

ข้อที่ 2 คอมพิวเตอร์ที่คนนิยมใช้มากที่สุดคือคอมพิวเตอร์ข้อใด

ตอบ ข้อที่ 4 คอมพิวเตอร์มือถีอ

ข้อที่ 3 ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องที่สุด

ตอบ ข้อที่ 4 ระบบผู้เชี้ยวชาญเป็นการเด็บข้อมูลความรู้ต่าง ๆที่จำเป็นต่องานใดงานหนึ่งและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ วินิฉัย หรือ ตัดสินใจต่าง ๆได้อย่างเม้นยำ

ข้อที่ 4 หากต้องทำงานที่ต้องใช้ความเร็วสูงในการประมวลผลอย่างมากเช่น งานวิเคราะห์พยากรณ์อากาศ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ประเภทใด

ตอบ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์

ข้อที่ 5 ข้อใดไม่ใช่ปัญหา หรือข้อจำกัดการใช้คอมพิวเตอร์

ตอบ ข้อที่ 3 การคิดค้นและตัดสินใจได้แทนมนุษย์

ข้อที่ 6 คอมพิวเตอร์สามารถจำชแนกได้ตามข้อใด

ตอบ ข้อที่ 4 ตามลักษณะการใช้งานและตามขนาดของความสามารถ

ข้อที่ 7 ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของ คอมพิวเตอร์

ตอบ Data / Information

ข้อที่ 8 หน่วยงานใดทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาซอร์ฟแวร์สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก

ตอบ ข้อที่ 3 บริษัทดูแลซอร์ฟแวร์ขนาดกลางและเล็ก

ข้อที่ 9 ขั้นตอนข้อใดคือขั้นตอนที่โปรแกรมประยุกต์จะสั่งคำร้องเพื่อบอกขออนุญาต

ตอบ ข้อที่ 4 ขั้นประมวลผลลัพธ์( Processing results)

ข้อที่ 10 ข้อใดไม่ใช่สิ่งเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง

ตอบ ข้อที่ 4 รอม

ข้อที่ 11 ขั้นตอนข้อใด คือขั้นตอนที่หน่วยประมวลผลกลางทำการคำนวญและประมวลผลตามลำสั่งที่ได้รับ

ตอบ ข้อที่ 1 ขั้นประมวลผลลัพธ์ (Processing results)

แบบฝึกหัดหน่วยที่1-3

แบบฝึกหัดที่ 1-3

หน่วยที่1  งค์ประกอบคอมพิวเตอร์

ตอนที่จงเลือกคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว

1.บุคลากรในข้อใดมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากที่สุด

ตอบ ก.นักวิเคราะห์ระบบ

2.ข้อใดคือยูติลิตี้โปรแกรม

ตอบ ข.Winzip

3.ข้อใดถือว่าเป็นองค์ประกอบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์

ตอบ ค.แป้นพิมพ์

4.ข้อใดไม่ใช่ซอต์ฟแวร์คอมพิวเตอร์

ตอบ ข. Games

5.ในกรณีที่ต้องการต่อการต่อสายเมาส์ต้องต่อกับอุปกรณ์ใด

ตอบ ค.เมมบอร์ด

6.ข้อใดไม่ใช้หน่วยความจำรสำรอง

ตอบ ง.รอม

7.คอมพิวเตอร์ในข้อใดน่าจะนำไปใช้งานมากที่สุด

ตอบ ค.ไฮบริดคอมพิวเตอร์

8.ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

ตอบ ง.ซุปเปอร์แวร์

9.องค์ประกอบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการแสดงผลคือข้อใด

ตอบ ข.จอภาพ

10.ซอฟต์แวร์ที่ภาษาของคอมพิวเตอร์คือข้อใด

ตอบ ง.Basic

หน่วยที่ 2 หลักการทำงานคอมพิวเตอร์

ตอนที่ 2 จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

1.ข้อใดคืออุปกรณ์ด้านอินพุทยูนิต

ตอบ ก.เครื่องพิมพ์

2.หน่วยประมวลผลข้อมูลกลางคือข้อใด

ตอบ ข.ซีพียู

3.ข้อใดไม่ใช่อุปกรณ์ต่อพวง

ตอบ ค.เมนบอร์ด

4.เครื่องพิมพ์ที่ใช้หลักการฉีดพ่นหมึกคือข้อใด

ตอบ ก.ดอตเมตริก

5.การที่ให้ปากกาเคลื่อนที่ไปมาบนแกนโลหะเพื่อวาดภาพลงบนกระดาษเป็นหลักการของอุปกรณ์ชนิดใด

ตอบ ข.Drum Plotter

6.อุปกรณ์ทีทำหน้าที่อ่านรหัสข้อมูลที่ติดบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ คืออุปกรณ์ใด

ตอบ ง.BarCode Reader

7.หน่วยความจำภายในกล้องดิจิตอลสามารถเก็บภาพได้ประมาณกี่ภาพ

ตอบ ข.20

8. ข้อใดไม่ใช่สื่อที่ใช้ในการบัมทึกข้อมูล

ตอบ ค.รอม

9.สื่อบัทึกข้อมูลที่มีความจุมากกว่า 4.7 GB คือข้อใด

ตอบ ก.ดีวีดีรอม

10.ข้อใดคือคุณสมบัติของแฮนดี้ไดร์ฟ

ตอบ ก.พกพาสะดวกจุข้อมูลมาก

หน่วยที่ 3 โปรแกรมระบบปฏิบัติการ

ตอนที่ 2 จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

1.ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของโปรแกรมระบบปฏิบัติการ

ตอบ  ก.จำข้อมูลช่วงที่ป้นไฟ

2.ข้อดีของระบบปฏิบัติการ DOS คือข้อใด

ตอบ ค.มีซอฟต์แวร์ที่ทำงานภายใต้ DOS มาก

3.ข้อเสียของระบบปฏิบัติการวินโดวส์95 คือข้อใด

ตอบ ค.ใช้ทรัพยากรมากกว่า DOS

4.วินโดวส์95 ต่างจากวินโดวส์98 อย่างไร

ตอบ ง.ซอฟแวร์สนับสนุน
5.ระบบปฏิบัติการใดน่าจะมีความเหมาะสมในยุคปัจจุบัน (พ.ศ. 2547) มากที่สุด
ตอบ ค.WindowsXP
6.ระบบปฏิบัติที่เหมาะสมกับคอมพิวเตอร์เมนเฟรมและติดต่อสื่อสารระยะไกลคือข้อใด
ตอบ ข.Unix
7.ระบบปฏิบัติการประเภท Open Source คือข้อใด
ตอบ ค.Linux
8.ระบบปฏิบัติการใดเหมาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ SUN
ตอบ ก.Solaris
9.ระบบปฏิบัติการที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์แบบพกพาคือข้อใด
ตอบ ค.Window CE
10.ระบบปฏิบัติการที่ถูกบรรจุในหน่วยความจำรอมคืข้อใด
ตอบ ข.Firmware

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิธีติดตั่ง window XP

การติดตั้ง Windows XP Professional พร้อมตัวอย่างตั้งแต่เริ่มต้น

การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows XP โดยปกติ จะสามารถทำได้ 2 แบบคือ การติดตั้งโดยการอัพเกรดจาก Windows ตัวเดิม หรือทำการติดตั้งใหม่เลยทั้งหมด สำหรับตัวอย่างในที่นี้ จะขอแนะนำวิธีการ ขั้นตอนการติดตั้ง Windows XP แบบลงใหม่ทั้งหมด ซึ่งความเห็นส่วนตัว น่าจะมีปัญหาในการใช้งานน้อยกว่าแบบอัพเกรดครับ
วิธีการติดตั้ง Windows XP ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบดังนี้
1. ติดตั้งแบบอัพเกรดจาก Windows ตัวเดิม โดยใส่แผ่น CD และเลือกติดตั้งจาก CD นั้นได้เลย
2. ติดตั้งโดยการบูตเครื่องใหม่จาก CD ของ Windows XP Setup และทำการติดตั้ง
3. ติดตั้งจากฮาร์ดดิสก์ โดยทำการ copy ไฟล์ทั้งหมดจาก CD ไปเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ ก่อนทำการติดตั้ง
เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ในขั้นตอนการติดตั้งระบบ Windows XP ตรงนี้ จะขอแสดงตัวอย่างการติดตั้ง โดยการบูตจากแผ่น CD ของ Windows XP Setup ครับ โดยก่อนที่จะทำการติดตั้ง ก็ให้ทำการสำรองข้อมูลต่าง ๆ ไว้ให้เรียบร้อย จัดการแบ่ง พาร์ติชั่น (ถ้าจำเป็น) และทำการ format ฮาร์ดดิสก์ให้เรียบร้อยก่อน นอกจากนี้ ไม่ควรลืมการเตรียม Driver ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นของ Windows XP ไว้ด้วยครับ ดูรายละเอียดและวิธีการต่าง ๆ ตามลิงค์ต่อไปนี้
ในการแบ่งพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ แนะนำให้ทำการวางแผนประมาณขนาดพื้นที่ไว้ล่วงหน้าด้วย โดยทั่วไปก็ไม่ควรจะใช้พื้นที่ต่ำกว่า 3G. และเนื่องจากระบบ Windows XP สามารถที่จะสร้างเมนู Multi Boot ได้หลังจากที่ติดตั้งไปแล้ว โดยยังสามารถเลือกเมนูว่า จะเรียก Windows ตัวเดิมหรือจะเรียก Windows XP ก็ได้ ดังนั้น หลาย ๆ ท่านมักจะแบ่งพื้นที่ไว้ลง Windows 98 ที่ Drive C: ประมาณ 5G. และเผื่อไว้สำหรับ Windows XP ที่ Drive D: อีกประมาณ 5G. ที่เหลือก็จะเป็น Drive E: สำหรับเก็บข้อมูลอื่น ๆ ทั่วไป แต่ถ้าหากลง Windows เพียงแค่ตัวเดียว ก็ไม่จำเป็นครับ
การตั้งค่าใน BIOS ก่อนทำการติดตั้ง Windows XP ใหม่จะต้องทำการ Disable Virus Protection ใน BIOS ซะก่อน เพราะว่าเมนบอร์ดบางรุ่นจะมีการป้องกัน Virus โดยการป้องกันการเขียนทับในส่วนของ Boot Area ของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเท่าที่เคยเห็นมา เครื่องคอมพิวเตอร์ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะมีให้เลือกตั้งค่านี้อยู่แล้ว ถ้าหากเครื่องของใครไม่มีก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเมนบอร์ด บางรุ่นอาจจะไม่มีก็ได้ วิธีการก็คือ
  • เริ่มจากการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ ขณะที่เครื่องกำลังทำ Memory Test หรือนับ RAM อยู่นั่นแหละ ด้านล่างซ้ายมือจะมีคำว่า Press DEL to enter SETUP ให้กดปุ่ม DEL บน Keyboard เพื่อเข้าสู่เมนูของ Bios Setup (แล้วแต่เมนบอร์ด ด้วยบางทีอาจจะใช้ปุ่มอื่น ๆ สำหรับการเข้า Bios Setup ก็ได้ลองดูให้ดี ๆ) จากนี้ก็แล้วแต่ว่าเครื่องของใคร จะขึ้นเมนูอย่างไร คงจะไม่เหมือนกันแต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก จากนั้นให้มองหาเมนู Bios Features Setup ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูที่สอง ใช้ปุ่มลูกศรเลื่อนแถบลงมาแล้วกด ENTER ถ้าใช่จะมีเมนูของ Virus Warning หรือ Virus Protection อะไรทำนองนี้ ถ้าหากเป็น Enable อยู่ละก็ให้เปลี่ยนเป็น Disable โดยเลื่อนแถบแสงไปที่เมนูที่เราต้องการใช้ปุ่ม PageUp หรือ PageDown สำหรับเปลี่ยนค่าให้เป็น Disable
  • กดปุ่ม ESC เพื่อกลับไปเมนูหลักของ Bios Setup มองหาเมนูของ SAVE TO CMOS AND EXIT หรืออะไรทำนองนี้เลื่อนแถบแสงไปเลยแล้วกด ENTER ถ้าหากเครื่องถามว่าจะ Save หรือไม่ก็ตอบ Y ได้เลย หลังจากนี้เครื่องจะทำการ Reboot ใหม่อีกครั้ง ใส่แผ่น Startup Disk ที่เราทำไว้ตามขั้นตอนแรกรอไว้ก่อนเลย
มาดูขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น การติดตั้ง Windows XP กันเลยครับ
เริ่มต้น โดยการเซ็ตให้บูตเครื่องจาก CD-Rom Drive ก่อน โดยการเข้าไปปรับตั้งค่าใน bios ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเลือกลำดับการบูต ให้เลือก CD-Rom Drive เป็นตัวแรกครับ (ถ้าหากเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร)

ทำการปรับเครื่อง เพื่อให้บูตจาก CD-Rom ก่อน จากนั้นก็บูตเครื่องจากแผ่นซีดี Windows XP Setup โดยเมื่อบูตเครื่องมา จะมีข้อความให้กดปุ่มอะไรก็ได้ เพื่อบูตจากซีดีครับ ก็เคาะ Enter ไปทีนึงก่อน

โปรแกรมจะทำการตรวจสอบและเช็คข้อมูลอยู่พักนึง รอจนขึ้นหน้าจอถัดไปครับ

เข้ามาสู่หน้า Welcome to Setup กดปุ่ม Enter เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

หน้าของ Licensing Agreement กดปุ่ม F8 เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

ทำการเลือก Drive ของฮาร์ดดิสก์ที่จะลง Windows XP แล้วกดปุ่ม Enter เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

เลือกชนิดของระบบ FAT ที่จะใช้งานกับ Windows XP หากต้องการใช้ระบบ NTFS ก็เลือกที่ข้อบน แต่ถ้าจะใช้เป็น FAT32 หรือของเดิม ก็เลือกข้อสุดท้ายได้เลย (no changes) ถ้าไม่อยากวุ่นวาย แนะนำให้เลือก FAT32 นะครับ แล้วกดปุ่ม Enter เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

โปรแกรมจะเริ่มต้นขั้นตอนการติดตั้ง รอสักครู่ครับ

หลังจากนั้น โปรแกรมจะทำการ Restart เครื่องใหม่อีกครั้ง (ให้ใส่แผ่นซีดีไว้ในเครื่องแบบนั้น แต่ไม่ต้องกดปุ่มใด ๆ เมื่อบูตเครื่องใหม่ ปล่อยให้โปรแกรมทำงานไปเองได้เลยครับ)

หลังจากบูตเครื่องมาคราวนี้ จะเริ่มเห็นหน้าตาของ Windows XP แล้วครับ รอสักครู่

โปรแกรมจะเริ่มต้นขั้นตอนการติดตั้งต่าง ๆ ก็รอไปเรื่อย ๆ ครับ

จะมีเมนูของการให้เลือก Regional and Language ให้กดปุ่ม Next ไปเลยครับ ยังไม่ต้องตั้งค่าอะไรในช่วงนี้

ใส่ชื่อและบริษัทของผู้ใช้งาน ใส่เป็นอะไรก็ได้ แล้วกดปุ่ม Next เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

ทำการใส่ Product Key (จะมีในด้านหลังของแผ่นซีดี) แล้วกดปุ่ม Next เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

หน้าจอให้ใส่ Password ของ Admin ให้ปล่อยว่าง ๆ ไว้แบบนี้แล้วกดปุ่ม Next เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

เลือก Time Zone ให้เป็นของไทย (GMT+07:00) Bangkok, Hanoi, Jakarta แล้วกดปุ่ม Next เพื่อทำการติดตั้งต่อไป

รอครับ รอ รอ รอสักพัก จนกระทั่งขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย ก็พร้อมแล้วสำหรับการเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ Windows XP ครับ จากนั้น จะมีการบูตเครื่องใหม่อีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นการใช้งานจริง ๆ

บูตเครื่องใหม่คราวนี้ อาจจะมีเมนูแปลก ๆ แบบนี้ เป็นการเลือกว่า เราจะบูตจากระบบ Windows ตัวเก่าหรือจาก Windows XP ครับ ก็เลือกที่ Microsoft Windows XP Professional ครับ ถ้าของใครไม่มีเมนูนี้ก็ไม่เป็นไรนะครับ

เริ่มต้นบูตเครื่อง เข้าสู่ระบบปฏิบัติการ Windows XP แล้วครับ

ในครั้งแรก อาจจะมีการถามเรื่องของขนาดหน้าจอที่ใช้งาน กด OK เพื่อให้ระบบตั้งขนาดหน้าจอให้เราได้เลยครับ นอกจากนี้ ถ้าหากเครื่องไหนมีการถาม การติดตั้งค่าต่าง ๆ ก็กดเลือกที่ Next หรือ Later ไปก่อน บางครั้งอาจจะมีให้เราทำการสร้าง Username อย่างน้อย 1 ฃื่อก่อนเข้าใช้งาน ก็ใส่ชื่อของคุณเข้าไปได้เลย

เสร็จแล้วครับ หน้าตาของการเข้า Windows XP สวยดีครับ

และนี่คือหน้าตาแรก ของระบบปฏิบัติการ Windows XP Professional ครับ ต่อไปก็เป็นการปรับแต่ง และการลง Driver ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เรียบร้อยต่อไป